บล็อกสำรวจโลก รวบรวมข้อมูลแปลกใหม่ที่น่าสนใจ

สัมผัสกับ บรรยากาศ สถานที่ท่องเที่ยว ในต่างประเทศ ที่โด่งดัง สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่คุณไม่เคยลืม

ค้นหาสิ่งที่แปลกใหม่บนโลกที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน

สถานที่ท่องเที่ยว อีกหลายที่ ประเทศทั่วในโลก ที่คุณไม่รู้จัก และบางที่มันสวย น่าสัมผัส

แนะนำบรรยากาศ สไตล์แนวใหม่

สัมผัสกับ บรรยากาศ สถานที่ ในต่างประเทศ ที่โด่งดัง สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่คุณไม่เคยลืม

บล็อกสำรวจโลก รวบรวมข้อมูลแปลกใหม่ที่น่าสนใจ

สัมผัสกับ บรรยากาศ สถานที่ท่องเที่ยว ในต่างประเทศ ที่โด่งดัง สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่คุณไม่เคยลืม

ค้นหาสิ่งที่แปลกใหม่บนโลกที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน

สถานที่ท่องเที่ยว อีกหลายที่ ประเทศทั่วในโลก ที่คุณไม่รู้จัก และบางที่มันสวย น่าสัมผัส

วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2555

มหัศจรรย์ อลังการพระราชวังแวร์ซาย


มหัศจรรย์ อลังการพระราชวังแวร์ซาย 
 พระราชวังแวร์ซาย  เป็นพระราชวังหลวงแห่งหนึ่งของประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่ที่แวร์ซาย ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของกรุงปารีส พระราชวังแวร์ซายเป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่และสวยงามแห่งหนึ่งของโลก และนับเป็นหนึ่งใน เจ้ด ของสิ่งมหัศจรรย์ ที่โลกได้ กำหนดแห่งยุค
 ประวัติของพระราชวัง ชื่อดัง เดิมนั้น เมืองแวร์ซายเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งเท่านั้น มีผู้คนอาศัยอยู่เบาบาง บริเวณส่วนใหญ่เป็นป่าเขา เยี่ยงชนบทอื่น ๆ ของฝรั่งเศส เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 13เเห่ง ฝรั่งเศษ ยังทรงพระเยาว์ ขณะพระชนมายุได้ 23 พระชันษา ทรงนิยมล่าสัตว์ในป่า และทรงเห็นว่าตำบลแวร์ซายน่าจะเหมาะแก่การประทับเพื่อล่าสัตว์ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักขึ้นมาใน พ.ศ.2167โดยในช่วงแรกเป็นเพียงกระท่อมเล็กๆ สำหรับพักชั่วคราวเท่านั้น
เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 13เเห่ง ฝรั่งเศษ  แห่งฝรั่งเศส ขึ้นครองบัลลังก์ มีประสงค์ที่จะสร้างพระราชวังแห่งใหม่ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการปกครองของพระองค์ จึงเริ่มปรับปรุงพระตำหนักเดิมในปี  พ.ศ.2204ใช้เงินทั้งหมด 500,000,000 ฟรังก์ คนงาน 30,000 คน และใช้เวลาอยู่ถึง 30 ปีจึงแล้วเสร็จในพ.ศ.2231ทุกส่วนทำด้วยหินอ่อนสีขาว เป็นแบบอย่างศิลปกรรมที่งดงามมาก ภาย ในแบ่งออกเป็นห้องๆ เช่น ห้องบรรทม ห้องเสวย ห้องสำราญ ฯลฯ ทุกห้องล้วนมีเครื่องประดับงดงามตระการตาและภาพเขียนที่มีชื่อเสียงทางด้าน ความงด งามที่โดเด่น ของฝรั่งเศษ

                                         มหัศจรรย์ อลังการพระราชวังแวร์ซาย 
เป็นที่น่าสนใจ จึงถูกขึ้นเป็น มรดกโลก ของฝรั่งเศษที่มีความงดงาม ตระการตาดึงดูดนักท่องเที่ยว หลั่งไหลมา เข้ามาเยี่ยมชมกันจำนวนมาก และเป็นพิพิธภัณฑ์ทางศิลของกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส 
ที่ควรศึกษา ทางด้าน ประวัติศาสตร์ซึ่งปัจจุบันเป็นสถานที่ที่จัดแสดงและเก็บรักษาที่ทรงคุณค่าระดับโลกซึ่งได้เปิดให้สาธารณชนเข้าชม เเละมีภาพ เขียน ที่เก่าแก่ที่มีลักษณะ ที่น่าสนใจ 
และพระราชวังอันงดงามโดดเด่น แห่งนี้ มีอายุ ประมาณ 300 ปี  เป็นการรักษาสิ่ฝร้ำค่า ใว้ได้ดีที่สุด




มหัสจรรย์ โบราณสถาน แห่ง สยาม

มหัสจรรย์ โบราณสถาน แห่ง สยามประเทศ
 ความมหัศจรรย์ที่ได้ค้นพบ
          สมัยโบราณนิยมนำทองคำมาประกอบตกแต่งสิ่งต่าง ๆ ให้วิจิตรงดงาม โดยใช้เป็นทองคำเปลว และจากการตรวจสอบพบว่าทองคำเปลวนั้นรู้จักทำ และใช้กันแพร่หลายตั้งแต่สมัยทวาราวดี (พุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๖) ในจดหมายเหตุจีนกล่าวไว้ว่า "บัลลังก์บ้าง มณฑปบ้าง ปราสาทราชวัง และคานหามบ้าง รวมทั้งเครื่องใช้อื่น ๆ ของกษัตริย์ในดินแดนเอเซียอาคเนย์ ล้วนทำด้วยทองคำ" อาณาจักรทวาราวดี หรือศูนย์กลางของดินแดนที่ชาวอินเดียโบราณขนานนามว่า "สุวรรณภูมิ" (หมายถึงเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด) จะเป็นถิ่นที่มีทองคำหรือโภคทรัพย์อุดมสมบูรณ์มาก และกรุงศรีอยุธยา หรือ "กรุงเทพมหานครบวรทวาราวดีศรีอยุธยา" ซึ่งตั้งขึ้นภายหลัง น่าจะมีทองมาก เพราะทั้งชื่อกรุงและปฐมกษัตริย์ผู้สถาปนากรุง ล้วนเกี่ยวข้องกับทองทั้งสิ้น เเละถือ ไดว่า บรรพบุรุษ ได้สร้าง ความมหัศจรรย์
ที่ควรศึกษา ทางด้าน ประวัติศาสตร์ ,ด้านสิลปกรรม ต่างๆนาๆ ทำให้มีจุดสนจน และมีผู่คนทั่ว สารทิศ
หลั่งใหลเข้ามาเยี่ยมชม เมืองโบราณ อันงดงาม ของไทย


มีการพบกรุสมบัติในสมัยกรุงศรีอยุธยา นับเป็นหลักฐานยืนยันถึงความรุ่งเรืองมั่งคั่ง ของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา และจากการที่จับคนร้ายที่ลักลอบขุดกรุที่วัดราชบูรณะ รวมกับที่กรมศิลปากรได้ทำการขุดค้นต่อไปอีก หลังจากนั้นได้พบเครื่องทอง และสมบัติต่าง ๆ มากมาย
ทรัพย์สมบัติที่ขุดพบในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ มีหลายประเภทส่วนใหญ่จะเป็น เครื่องราชูปโภคที่ทำเป็นชุดเชี่ยนหมาก ตัวถาดรูปยาวรีคล้ายใบพลู หูล้อมสุพรรณศรี จอกน้ำและลูกหมากทองคำ เครื่องตันหรือเครื่องทรง สำหรับพระมหากษัตริย์ เช่น กรองศอ สร้อยข้อมือ สร้อยคอ กำไล พาหุรัด ทองพระกรที่ล้วนแต่ทำเป็นลวดลายและฝังอัญมณีต่าง ๆ ที่วิจิตรงดงาม รูปเคารพในทางศาสนา เช่น สถูปจำลองทำเป็นเจดีย์ทรงลังกา พระพุทธรูปปางมารวิชัยในซุ้มเรือนแก้ว ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ พระพุทธรูปทองคำดุน ปางมารวิชัย ในซุ้มเรือนแก้วและพระคชาธาร ทรงเครื่องพร้อมสัปคับ ประดับพลอยสี เป็นต้น
จากหลักฐานข้อมูลการค้นพบทั้งหมด สามารถจำแนกเครื่องทองที่ขุดได้จากกรุ พระปรางค์วัดราชบูรณะได้เป็น ๔ ส่วน
ส่วนที่ 1 ทองจากที่คนร้ายขุดได้ จะเป็นทองคำหนักทั้งสิ้น ประมาณ ๗๕ กก.
ส่วนที่ 2 เป็นเครื่องทองที่เป็นกองกลาง เนื่องจากเป็นวัตถุสิ่งของขนาดใหญ่ มีน้ำหนักไม่ตำกว่า ๑๐ กก. ส่วนที่ 3 เป็นเครื่องทองที่กรมศิลปากรขุดได้ภายหลังเป็นจำนวนทั้งสิ้น ๒,๑๒๑ ชิ้น ทั้งที่ทำด้วยทอง นาค เงิน รวมทั้งเพชรนิลจินดา มีน้ำหนักรวมทั้งสิ้นประมาณ ๑๙,000 กรัม พลอยหัวแก้วหัวแหวนและทับทิมหนัก ๑,๘๐๐ กรัม แก้วผลึกชนิดต่าง ๆ หนัก ๑,๐๕๐ กรัม และลูกปัดเงินกับทับทิมปนกันหนัก ๒๕๐ กรัม
ส่วนที่ 4 เป็นเครื่องทองส่วนที่ตกสูญหาย ประมาณว่าไม่ต่ำกว่า ๑๐ กก. รวมทั้งเครื่องทองที่ยึดคืนมาได้ ที่ไม่ถึง ๑ ใน ๑๐ ส่วน
จากที่กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่า เครื่องทองที่บรรจุในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะแห่งเดียว นั้นมีทองคำหนักกว่า ๑๐๐ กก. นอกจากนั้นการที่กรุงศรีอยุธยามี พระปรางค์ เจดีย์ ศาสนวัตถุมากมาย ประกอบกับอดีตนั้นคนกรุงเก่ามีความเชื่อในเรื่อง การสืบอายุพระพุทธศาสนา โดยการทำบุญอุทิศส่วนกุศลด้วย ทอง เงิน นาค แก้วแหวนต่าง ๆ น่าจะทำให้กรุงศรีอยุธยา เป็นอาณาจักรที่ร่ำรวยอุดมสมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์ และปัจจัยที่ทำให้ผู้คนในอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา มีความพรั่งพร้อมก็คือ

 ทางด้านภูมิสาสตร์
เนื่องจากกรุงศรีอยุธยา เป็นที่รวมหรือชุมทางของ แม่น้ำลำคลองหลายสิบสาย เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ทั้งที่เป็น ธรรมชาติและที่ขุดขึ้นใหม่ภายหลัง ทำให้กรุงศรีอยุธยา เป็นแหล่งชุมชนทางน้ำ ซึ่งพงศาวดารเหนือได้กล่าวไว้ว่า "กรุงเทพมหานครบวรทวาราวดีศรีอยุธยา เป็นเมืองท่าสำเภา และเมืองท่าน้ำ" ส่วนชาวเปอร์เซีย กล่าวว่า "เป็นเมืองแห่งนาวา"

ด้านศิลปะวัฒนธรรม

เนื่องจากกรุงศรีอยุธยา ตั้งอยู่ท่ามกลางอาณาจักรเก่าแก่โบราณมากมาย เช่น ทวาราวดี ขอม และสุโขทัย เป็นต้น แม้ว่าบางแห่งจะล่มสลายไปแล้ว แต่แบบอย่างแนวทางในการศึกษาเรียนรู้ในมรดกทางศิลปะวัฒนธรรม ยังคงอยู่ เช่น สุโขทัยจะมีฝีมือเป็นเอกทางด้านงานประติมากรรม ส่วนกรุงศรีอยุธยาเองนั้นจะเป็นเอกในด้านงานประณีตศิลป์ เป็นต้น


วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555

มหัศจรรย์ ภูฝอยลม

มหัศจรรย์ ภูฝอยลม






ภูฝอยลม
    ภูฝอยลม  ตั้งอยู่บนเทือกเขาภูพานน้อย ที่อำเภอหนองแสง จังหวัดอุดรธานี สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 600 เมตร อากาศเย็นสบายตลอดปี ชื่อของภูฝอยลมมาจากไลเคนชนิดหนึ่ง คือ "ฝอยลม"ซึ่งเคยพบเกาะอาศัยอยู่ตามกิ่งของต้นไม้ใหญ่ในบริเวณนี้ แต่ปัจจุบันพบได้น้อยลงเนื่องจากป่าถูกบุกรุกจนมีสภาพเสื่อมโทรม ปัจจุบันมีการจัดตั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศเพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติและให้เป็นที่ทัศนศึกษาของประชาชน ประกอบด้วยสวนรวมพรรณไม้ 60 พรรษา มหาราชินี อุทยานโลกล้านปี มีหุ่นจำลองไดโนเสาร์ และพิพิธภัณฑ์แสดงซากสัตว์ดึกดำบรรพ์ และมีเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติซึ่งจะได้พบป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง สลับป่าทุ่งหญ้า น้ำตกเล็ก ๆ และถ้ำ อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าพันดอน-ปะโค มีเนื้อที่ 192,350 ไร่ บนเทือกเขาภูพานน้อย เขตตำบลทับกุง ภูฝอยลมจัดเป็นศูนย์ศึกษาธรรมชาติที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในภาคอีสาน มีแปลงปลูกสาธิต บริเวณจุดชมวิวสามารถมองเห็นทิวทัศน์ตัวเมืองอุดรธานี ภูฝอยลมมีบ้านพักไว้บริการนักท่องเที่ยว และสามารถตั้งแคมป์พักแรมได้ มีกิจกรรมเดินป่า 

    สอบถามรายละเอียด โทร. 0 4291 0902, 0 4225 0207, 08 9710 2633

    หรือเว็บไซต์ภูฝอยลม http://www.phufoilom.com/
  การเดินทาง หากเดินทางมาตามเส้นทางขอนแก่น-อุดรธานี เมื่อเลยอำเภอโนนสะอาดมาแล้วจะพบทางแยกซ้ายที่บ้านห้วยเกิ้งไปภูฝอยลม รถยนต์สามารถขึ้นถึงบนภูได้โดยสะดวก
    ใช้เส้นทางอุดรธานี-เลย เลี้ยวเข้าแยกบ้านเหล่ากิโลเมตรที่ 9
การเดินทางสู่ภูฝอยลม หากเดินทางมาตามเส้นทางขอนแก่น-อุดรธานี เมื่อเลยอำเภอโนนสะอาดมาแล้วจะพบทางแยกซ้ายที่บ้านห้วยเกิ้งไปภูฝอยลม รถยนต์สามารถขึ้นถึงบนภูได้โดยสะดวก หากเดินทางจากตัวเมืองอุดรธานีขับรถตามทางหลวงหมายเลข 210 มุ่งหน้าหนองบัวลำภูจะมีทางแยกเลี้ยวซ้ายไปทางอำเภอหนองแสง
 เส้นทางขึ้นภูฝอยลม เป็นทางลาดยางไม่ลำบากมากแต่มีทางโค้งลาดชันหลายแห่งตามปกติของการเดินทางขึ้นยอดเขา วันที่มีฝนตกถนนจะลื่นให้เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทาง เมื่อผ่านเส้นทางลาดชันมาได้สักระยะหนึ่งจะมีด่านตรวจสำหรับลงชื่อเข้าชม ด้านหน้าของด่านตรวจแห่งนี้มีสวนไม้ดอกสวยๆ ไว้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยว ระบบค่าธรรมเนียมของภูฝอยลมไม่ได้กำหนดตายตัว เจ้าหน้าที่จะบอกว่า นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมภูฝอยลม จะบริจาคเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาพรรณไม้ และป่าที่อุดมสมบูรณ์ ผืนนี้ได้ตามต้องการ

 ผ่านด่านตรวจเข้ามาจะพบกับพื้นที่สวนป่าโดยแบ่งเป็นเขต แต่ละเขตปลูกต้นไม้ต่างกันเพื่อประโยชน์ในการศึกษาหาความรู้ ได้แก่ กลุ่มพืชสมุนไพร กลุ่มพืชโภขนาการ กลุ่มไม้เศรษฐกิจ กลุ่มพืชมีพิษ พรรณไม้พุทธประวัติ พรรณไม้ในวรรณคดี พรรณไม้พระราชทานประจำจังหวัด กลุ่มไม้มงคล กลุ่มไม้ดอกยืนต้น กลุ่มไม้มงคล 9 ชนิด กลุ่มวงศ์ปาล์ม พรรณไม้เฉลิมพระเกียรติ
 สวนป่าแต่ละกลุ่มเหล่านี้ บางกลุ่มอยู่ติดกับถนน มองเห็นป้ายชื่อบอกทางเข้าไปเดินชมและศึกษาพรรณไม้ หลายกลุ่มไม่ได้อยู่ติดกับถนนแต่อยู่ลึกเข้าไป ต่อจากกลุ่มแรกที่อยู่ริมทาง

 จากนั้นขับรถเข้ามาเรื่อยๆ จะมีทางแยกเข้าชมสวนรวมพรรณไม้ 60 พรรษา มหาราชินี อยู่ด้านขวามือ เป็นไฮไลท์ที่ได้รับความนิยมของนักท่องเที่ยวมากที่สุดของภูฝอยลม แต่ตอนนี้เราจะขอตรงเข้าไปในพื้นที่อื่นๆ ก่อน จุดไฮไลท์จะใช้เวลาเดินชมนานเป็นพิเศษดังนั้นไปดูจุดอื่นๆ ก่อนดีกว่าครับ

 ดอกไม้ที่ขึ้นชื่อ ดอกทิวลิป  นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ถ่ายภาพดอกทิวลิป เป็นที่ระลึก ภายในงานจัดขึ้นที่อำเภอหนองแสง จังหวัดอุดรธานี พร้อมจับจองพื้นที่เพื่อกางเต็นท์ รับอากาศหนาวในยามค่ำคืน ซึ่งถือเป็นกิจกรรมยอดนิยมในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2555  โดยปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวนิยมมากางเต็นท์พักคืนมากกว่า 1 แสนคน  ทั้งนี้ โครงการแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ภูฝอยลม ถือเป็นแหล่งปลูกดอกทิวลิป แห่งแรกและขึ้นชื่อในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  และดอกทิวลิปบานไปจนถึงวันที่ 8 มกราคม 2555 นี้. 


    กิจกรรมที่น่าสนใจ ภูลมโลมีงานเทศกาลดอกทิวลิปบานจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงปลายเดือนธันวาคม   ก่อนเดินทางควรตรวจสอบช้อมูลก่อน

วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2555

มหัศจรรย์ ใต้ พิภพ

มหัศจรรย์ ใต้ พิภพ แห่งนิวซีเเลนด์
 ไว-โอ-ทาปุ (Wai-O-Tapu) เรียกกันใน เรียกกันในภาษาเมารี ว่า Sacred Waters หรือ น้ำศักดิ์สิทธิ์ ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของ Wai-O-Tapu Thermal Wonderland ไว-โอ-ทาปุ เป็น แหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพ ที่มีชื่อเสียงมากเป็นอันดับต้นๆ ของนิวซีแลนด์

ที่น่าค้นหา และมีความสวยงามทางลักษณะภูมิประเทศ เป็นสถานที่ที่พลาดไม่ได้ หากใครมีโอกาสได้ไปเยือนประเทศนิวซีแลนด์ไว-โอ-ทาปุ” เป็นบริเวณที่มีพลังงานความร้อนใต้พิภพ เป็น แหล่งท่องเที่ยว ที่มีความโดดเด่นทางลักษณะภูมิประเทศ ที่เป็นสีส้ม มีน้ำพุร้อนที่หลากหลายรูปแบบ อาทิเช่น บ่อน้ำร้อน, บ่อโคลนเดือด, น้ำพุโคลน, บ่อน้ำร้อนเทอร์เรซ (บ่อน้ำพุร้อนที่เป็นระเบียง) เป็นต้น ที่ ไว-โอ-ทาปุ แหล่งนี้ มีจุดท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม และงดงามมากเป็นพิเศษ คือ

ลดี้น็อกซ์ ไกเซอร์ (Lady Knox Geyser) น้ำพุร้อน ที่พวยพุ่งขึ้นมาจากหินที่มีรูปทรงเป็นกรวยสีขาว ในการพวยพุ่งขึ้นแต่ละครั้งของน้ำพุร้อนเลดี้น็อกซ์ ไกเซอร์ นี้ มีความสูงถึง 20 เมตร และยังรักษาระดับความสูงได้นานประมาณ 1 ชั่วโมงได้เลยทีเดียว

แชมแปญ พูล (Champagne Pool) บ่อน้ำพุร้อน ขนาดใหญ่ ที่มีลักษณะคล้ายกับสระว่ายน้ำ อีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวนิยมแวะมาชื่นชม และเก็บภาพความสวยงามไว้มากที่สุด สิ่งทีทำให้เกิดความมหัศจรรย์ขึ้น ในบ่อน้ำพุแห่งนี้ คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO 2) ซึ่งทำปฏิกิริยาให้เกิดฟองขึ้นมา คล้ายกับฟองแชมเปญ ขนาดของบ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ สามารถวัดระยะจากปากบ่อได้ความกว้างราว 65 เมตร ระดับความลึกราว 62 เมตร

สถานที่ในบริเวณ ไว-โอ-ทาปุ ที่น่าสนใจ และน่าค้นหายังมีอยู่อีกมาก ที่เพื่อนๆ ไม่ควรพลาดที่จะไปสัมผัส เช่น จานสีของศิลปิน ( Artist’s Palette), พริมโรส เทอเรส ( Primrose Terrace) และ แอ่งโคลนเดือด หรือ พุโคลน (Mud Pools)
สถานที่ ท่องเที่ยว ที่สำคัญของ ไว-โอ-ทาปุด้แก่ น้ำพุร้อน บ่อน้ำร้อน น้ำพุโคลน แต่ที่โดดเด่นที่สุด คือ Lady Knox Geyser อยู่ในเขต ภูเขาไฟเทาโป เป็น น้ำพุร้อนที่พวยพุ่งออกจากหินทรงกรวยสีขาว โดยน้ำสามารถพุ่งขึ้นสูงถึง 20 เมตร และรักษาระดับความสูงไว้ได้นานกว่า 1 ชั่วโมง

 จุดท่องเที่ยวอื่นๆ ของ ไวโอทาปุ ได้แก่ จานสีของศิลปิน (Artist’s Palette) พริมโรส เทอเรส ( Primrose Terrace) และ แอ่งโคลนเดือด หรือ พุโคลน (Mud Pools)




อีกหนึ่งแห่งที่น่าสนใจของ ไว-โอ-ทาปุ คือ แชมเปญ พูล (Champagne Pool) บ่อน้ำพุร้อนขนาดใหญ่ ลักษณะคล้ายสระว่ายน้ำ ซึ่งภายในสระนั้นเต็มไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และให้ฟองอากาศที่คล้ายกับฟองแชมเปญ บ่อกว้างประมาณ 65 เมตร ลึกประมาณ 62 เมตร แชมเปญ พูล ถือเป็นหนึ่งจุดท่องเที่ยวที่ถูกถ่ายภาพมากที่สุดใน ไว-โอ-ทาปุ

วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เที่ยวหุบเขาโลกพระจันทร์ ดินแดนสุดประหลาดบราซิล

เที่ยวหุบเขาโลกพระจันทร์ ดินแดนสุดประหลาดบราซิล
สิ่งมหัศจรรย์ ที่น่าสนใจ ในการเที่ยงชม
ที่ประเทศ บราซิล เชื่อว่าหลายๆคนคงเคยมีความคิดอยากขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์เหมือนกับบรรดานักบินอวกาศ ที่ขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์จนไม่อยากจะไปอยู่แล้ว   บรรยากาศของพื้นผิวดวงจันทร์บนโลกของเราก็มีให้ชมกันแล้วค่ะ แถมการเดินทางยังสะดวกไม่ต้องกลัวว่ายานอวกาศจะระเบิดก่อนถึงดวงจันทร์อีกด้วยนะ 


 ที่น่าสนใจที่สุดคือ
    สถานที่ที่เหมือนกับอยู่บนดวงจันทร์นั้นก็คือ หุบเขาโลกพระจันทร์ (Vale da Lua ) หรือ "the valley of the         moon"  เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสุดประหลาดของประเทศบราซิล
Vale da Lua เป็นที่ราบสูงโบราณที่มีอายุเก่าแก่กว่า 1.8 พันล้านปี โดยพื้นที่ว่างระหว่างก้อนหินจะมีน้ำจากแม่น้ำ San Miguel แทรกอยู่ภายในหุบเขา  ดินแดนประหลาดแถบนี้เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ Chapada dos Veadeiros ซึ่งองค์การยูเนสโกประกาศให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 2001 (พ.ศ. 2544) ที่ผ่านมา
 หินหน้าตาแปลกประหลาดที่หุบเขาโลกพระจันทร์นี้ เป็นหินที่มีความเก่าแก่ที่สุด ที่สามารถพบได้เพียงแห่งเดียวในโลกคือที่ประเทศบราซิล และองค์การยูเนสโกก็ได้ประกาศรับรองให้เป็นมรดกโลกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อปีค.ศ. 2001



เเละในการเที่ยวชม ก็ยังมี ร้านอาหารที่เป็นแบบพื้นเมือง ของชาว บราซิล
ที่ยังคอยเปิดบริการนักท่องเที่ยวที่เข้า เยี่ยมชมหุบเขาโลกพระจันทร์ เป้นจำนวนมากที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว
Feijoada
เป็นสตูเนื้อที่เสิร์ฟพร้อมกับข้าวสวย และมีเครื่องเคียงมากมายเช่น ไส้กรอก ถั่ว ส้ม บางร้านก็มีกล้วยทอดด้วย รสชาติสตูกับข้าวสวยมันก็เข้ากันดีกับเนื้อสตูที่เปื่อยยุ่ย ไส้กรอกก็รสชาติอร่อยเนื้อแน่น แต่ว่ามันแปลกก็ตรงเครื่องเคียงที่เป็นผล

Churrasco เป็นอาหารท้องถิ่นเมนูเด็ดไม่แพ้จานแรก เป็นเนื้อซี่โครงย่างติดมันนิดหน่อยอร่อยถูกใจ มักจะกินพร้อมกันกับของปิ้งย่างอื่นๆ อีก เช่น ไส้กรอก และเนื้อชิ้นโตติดมันเช่นกัน อาหารของคนบราซิลที่นิยมบริโภคกันมักเป็นเนื้อ ไส้กรอก และเป็นอาหารจานหนัก หากคุณเป็นพวกมังสาวิรัสล่ะก็ ขอบอกว่าเสียใจ เพราะอาหารจานผักนั้นหายาก เนื่องจากคนบราซิลเค้ากินกันจุจริงๆ เพราะสังเกตุจากแต่ละเมนูที่จัดมาเสิร์ฟนั้นเป็นแบบเต็มสตรีม นำมาแบบจานใหญ่โตทั้งนั้น เรียกได้ว่ากินมื้อเดียวถึงกับอิ่มไปถึงพรุ่งนี้กันเลย

วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2555

มหัศจรรย์เทือกเขาหิมาลัย

 มหัศจรรย์เทือกเขาหิมาลัย หรือ ภูเขาหิมาลัย  ที่ยิ่งใหญ่และน่าหลงใหล เทือกเขาที่เยาว์วัยและสูงที่สุดในโลก นามหิมาลัยมีความหมายว่า “ที่อยู่ของหิมะ” ในทางภาษาสันสกฤต บ้านของแม่น้ำที่ยิ่งใหญ่หลายสายของโลก – แม่น้ำ Ganges, Indus, Brahmaputra, Yangtze, Mekong และอีกหลายสาย ไม่มีเทือกเขาใดในโลกที่จะก่อให้เกิดประเพณีในพื้นที่รอบๆได้มากเท่าภูเขาเทือกนี้อีกแล้วมาเรียนรู้เรื่องราวความเชื่อทางศาสนาที่มีอย่างสูง ความยิ่งใหญ่และตำนานของหิมาลัยกัน
เทือก เขาหิมาลัย หมายรวมถึงเทือกเขาโคราโครัม ภูเขาฮินดูคุช และเทือกเขาอื่นๆที่เล็กกว่า เมื่อรวมกันแล้วเทือกเขาหิมาลัยเป็นระบบที่สูงที่สุดในโลก และเป็นบ้านของยอดเขาที่สูงที่สุด ซึ่งรวมถึงยอดเขาเอฟเวอร์เรส และ K2
หากจะนึกถึงขนาดที่ใหญ่โตของเทือกเขาแห่งนี้ ลองนึกถึงภูเขาเขา Aconcagua ในเทือกเขาแอนดิส ซึ่งสูง 22,841 ฟุต ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดนอกทวีปเอเชีย ในขณะที่เทือกเขาหิมาลัยจะรวมถึงภูเขาน้อยใหญ่มากกว่า 100 ลูก และสูงกว่า 23,622 ฟุตประเทศเนปาล เป็นประเทศที่ขึ้นชื่ออีกหนึ่งประเทศที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการเดินทางมาเที่ยวชมเทือกเขาหิมาลัย และผู้ที่หวังจะ พิชิต ยอดเขา “เอเวอเรสท์” Mt. Everest ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก ที่มีความงดงามยิ่ง ของเนปาล 
เทือกเขาหิมาลัย มีชื่อ เรียกเป็นภาษา(อังกฤษ: Himalaya Range) เป็นเทือกเขาในทวีปเอเชีย ที่แยกอนุทวีปอินเดียทางเหนือ ออกจากที่ราบสูงทิเบตทางใต้ เป็นที่ที่มียอดเขาที่สูงที่สุดในโลก เช่น ยอดเขาเอเวอเรสต์ และยอดเขากันเจนชุงคา (Kanchenjunga). ในทางศัพทมูลวิทยา คำว่า หิมาลัย มาจากภาษาสันสกฤต หมายถึง "ที่อยู่ของหิมะ" (หิม + อาลย) เป็นจุดกำเนิดของระบบแม่น้ำที่สำคัญของโลกหลายสาย เช่น แอ่งแม่น้ำสินธุ และแอ่งแม่น้ำคงคา-พรหมบุตร แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำโขง[1]เทือกเขาหิมาลัยทอดยาวพาดผ่านพื้นที่ของ 5 ประเทศ — ปากีสถาน อินเดีย จีน ภูฏาน และเนปาล — พื้นที่ลุ่มน้ำของแม่น้ำหิมาลัยเป็นที่อยู่ของผู้คนราว 750 ล้านคน ซึ่งรวมถึงชาวบังคลาเทศ ส่วนในประเทศไทย โดยมีดอยอินทนนท์ เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัย โดยมาสิ้นสุดที่ดอยอินทนนท์
เทือกเขาหิมาลัย หมายรวมถึงเทือกเขาโคราโครัม ภูเขาฮินดูคุช และเทือกเขาอื่นๆที่เล็กกว่า เมื่อรวมกันแล้วเทือกเขาหิมาลัยเป็นระบบที่สูงที่สุดในโลก และเป็นบ้านของยอดเขาที่สูงที่สุด ซึ่งรวมถึงยอดเขาเอฟเวอร์เรส
 มหัศจรรย์เทือกเขาหิมาลัย



จุดเด่นที่ส่าสนใจ ในการชม 
      ดวงจันทร์และดวงดาวทำให้ยอดเขาเอฟเวอร์เรสเปล่งประกาย ซึ่งรู้จักกันในชื่อ Qomolangma ซึ่งสามารถมองเห็นได้ใกล้ๆกับ Everest Base Camp ในเขตปกครองพิเศษของทิเบต
เทือกเขา เอฟเวอร์เรส ทอดตัวจากทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก จากแม่น้ำในหุบเขาอินดัส ไปจนถึงหุบเขาบรามาบุตตรา หลอมรวมกลายเป็นแนวโค้งยาว 2,400 กิโลเมตร ซึ่งมีความกว้างจาก 400 กิโลเมตรทางทิศตะวันตก ในบริเวณแคชเมีย-ซินเจียง ไปจนถึง 150 กิโลเมตรทางทิศตะวันออกในบริเวณ ทิเบต-อรุนาจันประเทศยอดสูงสุดของเทือกเขาหิมาลัยมองเห็นได้จากบริเวณใกล้ๆ Mount Everest base camp ด้วยเหตุที่ภูมิอากาศที่คาดเดาไม่ได้ในบริเวณแถบนี้ ทำให้ความพยายามในการปีนเขาเป็นไปอย่างยากลำบาก
เทือกเขาหิมาลัยรวมเอาธารน้ำแข็งเอาไว้ถึง 15,000 แห่ง ซึ่งกักน้ำจืดเอาไว้ถึง 12,000 ลูกบาศน์กิโลเมตร ธารน้ำแข็ง Siachen Glacier ยาว 70 กิโลเมตร ณ ชายแดนอินเดีย-ปากีสถาน เป็นธารน้ำแข็งที่ยาวเป็นอันดับสองของโลกนอกเขตขั้วโลก


มหัศจรรย์เทือกเขาหิมาลัย ที่ไดให้กำเนิดเทือกเขาที่ชื่อ ดัง 
คือ ยอดเขาเอเวอเรสต์  เป็นยอดเขาหนึ่งในเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งเกิดจากการชนกันของแผ่นเปลือกโลกยูเรเซียนและแผ่นเปลือกโลกอินเดีย ในทางภูมิรัฐศาสตร์ ยอดเขาเอเวอเรสต์ถือเป็นจุดแบ่งพรมแดนระหว่างประเทศเนปาลและทิเบต โดยชาวเนปาลเรียกยอดเขาเอเวอเรสต์ว่า สครมาถา (ภาษาสันสกฤต: सगरमाथा หมายถึง หน้าผากแห่งท้องฟ้า) ส่วนชาวทิเบตขนานนามยอดเขาแห่งนี้ว่า โชโมลังมา (จากภาษาจีน: 珠穆朗玛 [จูมู่หลั่งหม่า] หมายถึง มารดาแห่งสวรรค์)ชื่อยอดเขาเอเวอเรสต์นั้น ตั้งโดย เซอร์แอนดรูว์ วอ นักสำรวจประเทศอินเดียชาวอังกฤษ เพื่อเป็นเกียรติแก่ เซอร์จอร์จ อีฟเรสต์ นักสำรวจประเทศอินเดียรุ่นก่อนหน้า (คำว่า Everest นี้ คนส่วนมากอ่านออกเสียงเป็น เอเวอเรสต์ ขณะที่เซอร์จอร์จอ่านออกเสียงชื่อสกุลของตัวเองว่า อีฟเรสต์) ซึ่งก่อนหน้านั้นนักสำรวจเรียกยอดเขาแห่งนี้เพียงว่า ยอดที่สิบห้า (Peak XV)
คนทั่วไปจดจำชื่อเอเวอเรสต์ได้ในฐานะยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก แต่สำหรับชาวเชอร์ปา (Sherpa) และนักปีนเขา (climber) บางคนแล้ว ยอดเขาเอเวอเรสต์ไม่ได้เป็นเพียงแค่จุดที่สูงที่สุดบนพื้นโลกเท่านั้น หากยังเป็นจุดหมายสูงสุดในชีวิตพวกเขาด้วย การไปให้ถึงยอดเขาเอเวอเรสต์เป็นเรื่องที่ยากลำบาก แต่เมื่อยอดเขาเอเวอเรสต์ถูกพิชิตได้ นั่นหมายความว่าขีดจำกัดของมนุษยชาติได้เพิ่มขึ้นอีกขั้นหนึ่งแล้ว




วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ซาลาแมนเดอร์ยักษ์



ซาลาแมนเดอร์ยักษ์  ที่ประเทศ จีน (Chinese giant salamander) เป็นสายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อโตเต็มที่อาจยาวถึง 1.8 เมตร รูปร่างลักษณะดูแปลกประหลาด เนื่องจากเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ก่อนยุคไดโนเสาร์ทีเร็กซ์ มีถิ่นอาศัยอยู่เฉพาะในมณฑลกวางสี ประเทศจีนเท่านั้น ชาวจีนเรียกมันว่า "หว่าหว้าหวี่" แปลว่า "ปลาทารก" เนื่องจากเสียงร้องของมันคล้ายเสียงร้องของเด็กทารก ปัจจุบันซาลาแมนเดอร์ยักษ์อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ จำนวนพวกมันลดลงอย่างรวดเร็วจากการล่าที่ผิดกฎหมาย เพื่อนำไปขาย เพราะเนื้อของมันมีราคาสูงถึง100 เหรียญสหรัฐต่อกิโลกรัม 
สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ที่ยังคงสืบทอดเผ่าพันธุ์มาจนถึงปัจจุบัน มีลักษณะรูปร่างหัวกลมแบนใหญ่ ลำตัวแบน ตาเล็กมาก ปากกว้างมาก ภายในปากมีฟันขนาดเล็กจำนวนมาก ที่สามารถใช้ขบกัดได้เป็นอย่างดี หางยาวมีแผ่นหนังคล้ายครีบ ขาสั้น 4 ข้าง มีนิ้ว 4 นิ้ว ลำตัวสีน้ำตาลกระหรือดำและสามารถเปลี่ยนสีได้ตามสภาพแวดล้อม โดยถือว่าเป็นซากดึกดำบรรพ์มีชีวิตอีกจำพวกหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่บนโลกเป็นเวลากว่า 300 ล้านปีมาแล้ว[2]ขนาดเมื่อโตเต็มที่ยาวได้ถึงเกือบ 2 เมตร อาศัยอยู่เฉพาะลำธารน้ำที่มีคุณภาพน้ำในเกณฑ์ดี สภาพน้ำไหลแรง มีอุณหภูมิต่ำในป่าดิบทางตอนกลางและตอนใต้ของจีนเท่านั้น เช่น มณฑลส่านซี, มณฑลชิงไห่, มณฑลเสฉวน, มณฑลกวางตุ้ง, มณฑลเจียงซู และมณฑลกวางสี เป็นต้น หากินในเวลากลางคืน กินอาหารจำพวก ปลาและสัตว์มีกระดองชนิดต่าง ๆ โดยปกติแล้วเป็นสัตว์ที่อยู่อย่างสงบ แต่สามารถจะฉกกัดได้อย่างรุนแรงและดุร้ายเมื่อถูกรบกวน
มีฤดูผสมพันธุ์ในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน วางไข่ได้ครั้งละ 500 ฟอง โดยที่ตัวผู้เป็นผู้ดูแล ไข่มีใช้เวลาฟักประมาณ 50-60 วัน และมีอายุยืนได้ถึง 30 ปี
สาระน่ารู้  สมาคม สัตววิทยาแห่งกรุงลอนดอน (Zoological Society of London-ZSL) จัดอันดับสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ (Amphibians) ที่มีลักษณะประหลาดและกำลังถูกคุกคามจนใกล้สูญพันธุ์มากที่สุดจำนวน 10 สปีชีส์เพื่อการอนุรักษ์อย่างเร่งด่วน สัตว์ป่าที่มี วิวัฒนาการแตกต่างจากสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ และกำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มากที่สุดกำลังได้รับการอนุรักษ์อย่างเป็น ระบบภายใต้โครงการ EDGE (Evolutionarily Distinct and Globally Endangered) ของสมาคมสัตววิทยาแห่งกรุงลอนดอน นักวิจัยของ ZSL จะทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์เจ้าของพื้นที่ในการปกป้องสัตว์ป่าลักษณะดังกล่าวที่ถูกขึ้นบัญชีไว้แล้วจำนวน 564 สปีชีส์ ซึ่งในแต่ละปี ZSL จะขึ้นบัญชีสัตว์ป่าที่ต้องอนุรักษ์ไว้ 100 สปีชีส์และจะจัดอันดับสัตว์ป่าที่ต้องอนุรักษ์อย่างเร่งด่วนไว้จำนวน 10 สปีซีส์ โดยในปี 2007 สมาคมสัตววิทยาแห่งกรุงลอนดอนได้จัดอันดับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ ต้องอนุรักษ์อย่างเร่งด่วนจำนวน 10 สปีชีส์ อาทิ โลมาแม่น้ำแยงซี อูฐสองโหนก และฮิปโปโปเตมัสแคระ เป็นต้น ปี 2008 เป็นปีของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ มาดูกันว่า 10 อันดับของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำหรือสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกมีตัวอะไรบ้าง